บทสัมภาษณ์
ถาม :ไม่ทราบว่า คุณหมอทำงานด้านศัลยกรรมความงามมานานเท่าไรแล้วคะ
ตอบ : ผมจับงานทางด้านศัลยกรรมความงาม ถ้านับจนถึงปีนี้ก็เกือบ 20 ปีแล้วครับ เดิมทีผมจบเป็นผู้ชำนาญทางหู คอ จมูก จากรพ.ศิริราช แต่ความที่มีความสนใจทางด้านศัลยกรรมความงาม เลยเรียนรู้และศึกษาโดยการไปดูงานที่ประเทศญี่ปุ่น ที่ประเทศอเมริกาบ้าง แล้วนำความรู้มาประยุกต์กับความถนัดของตัวเอง จึงทำให้ผมเน้นการทำงานมาทางด้านศัลยกรรมความงามครับ
ถาม : คุณหมอคิดว่า อะไรเป็นแรงบันดาลให้คุณหมอมาสนใจทางด้านนี้
ตอบ : ผมว่าคงมีหลายปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความสนใจของผม เมื่อตอนเป็นวัยรุ่น คุณพ่อเริ่มทำสร้อยทองส่งให้ร้านทองต่างๆ บางครั้งขาดคนงาน คุณพ่อก็จะเรียกผมให้ไปช่วยในการต่อสร้อยทองบ้าง ตัดตะขอบ้าง งานพวกนี้เป็นงานประณีตและต้องค่อยๆทำ รู้สึกสนุกในการทำ วันนี้มาลองทบทวนดู อุปกรณ์ทางการแพทย์บางชิ้น เช่น needle forceps หรือ jewel forceps กับอุปกรณ์ในการทำสร้อยทองมีลักษณะคล้ายกัน อาจมีส่วนที่ทำให้ผมรู้สึกว่าได้จับเครื่องมือที่คล้ายๆกันก็ได้ ทำให้หวนคิดถึงบรรยากาศของบ้านตอนผมเป็นเด็ก ส่วนคุณแม่ผมเป็นช่างทำผม ท่านจะเปิดร้านค้าที่บ้าน บางทีไม่มีคนงานช่วย ก็มักจะเรียกผมไปช่วยถือไดร์เป่าผมบ้าง ล้างเครื่องมือบ้าง จุดนี้อาจทำให้ผมได้คลุกคลีกับเรื่องความงาม แล้วก็เห็นว่า ผู้หญิงกับความงามนี้เป็นของคู่กัน ผู้หญิงส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากๆ สำหรับแรงบันดาลหรือครับ ผมคิดว่า อาจเป็นเพราะผมชอบทำงานอะไรที่เกี่ยวกับความสุข บางทีการทำศัลยกรรมด้านความงามแล้วทำให้คนมีความสุข ผมก็รู้สึกมีความสุขไปด้วย
ถาม : ทราบข่าวว่า มีคนไข้หลายคนที่มาเข้ารับการทำศัลยกรรมที่นี่แล้วออกไปเป็นดารามากมาย คุณหมอคิดอย่างไรคะ
ตอบ : ก็ดีใจไปกับคนไข้เหล่านั้นด้วย ในการทำงานของผม ผมมิได้มุ่งว่า ถ้าคุณจะไปเป็นดารา นักร้อง ผมจะทำให้คุณสุดฝีมือ ถ้าคุณไม่ใช่ ผมก็จะทำพอสมควร นั่นไม่ใช่หลักการของผม สำหรับผม ผมถือว่าการที่ใครหนึ่งคนเดินเข้ามารับการทำศัลยกรรมจากผมไป เขาจะต้องได้สิ่งที่ดีที่สุด เหมาะสมที่สุดสำหรับเขา มีเหมือนกันที่บางคนเอาจมูกของดาราหรือนางแบบคนนั้นคนนี้มาให้ผมดู แล้วก็บอกว่าอยากได้จมูกแบบนี้ ตาแบบนั้น ซึ่งผมก็เข้าใจว่า ใครๆก็อยากได้ หรืออยากเป็นเหมือนใครสักคนที่เขาประทับใจ แต่หากผมพิจารณาพื้นฐานโครงหน้า ลักษณะของเนื้อเยื่อ ความต้องการของคนไข้ว่าผมสามารถจะประสานทุกอย่างให้ลงตัวได้หรือไม่ ถ้าความต้องการของคนไข้ขัดต่อหลักวิชาการทางการแพทย์ ผมก็คงต้องอธิบายให้เข้าใจว่า ทำได้แค่ไหน พบกันครึ่งทางได้ไหม หากทำตามใจคุณแล้ว ผลเสียจะเกิดอะไรขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่คนไข้ก็มักจะเข้าใจ
ถาม : ถ้าคนไข้ยืนยันอยากให้คุณหมอทำอย่างที่ต้องการล่ะคะ
ตอบ : โดยมากไม่ค่อยพบหรอกครับ คนไข้ประเภทนี้ ถ้าผมอธิบายทั้งข้อดีและข้อเสียทุกอย่างแล้ว แต่ถ้ายังยืนยันจะทำ ในบางเคสผมก็ปฏิเสธไปครับ ผมต้องการให้งานที่ออกไปต้องถูกหลักวิชาการด้วย ถ้าทำตามใจคนไข้แล้วผลออกมาไม่ดี ก็เสียใจด้วยกันทั้ง 2 ฝ่าย
ถาม : เทคโนโลยีสมัยนี้ก้าวหน้ามาก มีเครื่องมือต่างๆมากมาย คุณหมอได้ประสานเทคโนโลยีเหล่านี้กับงานของคุณหมออย่างไรคะ
ตอบ : ต้องยอมรับว่า เทคโนโลยีทางด้านความงามปัจจุบันนี้ก้าวไกลไปมาก ไม่ว่าจะเป็น laser RF หรือรุ่นอะไรต่างๆจนจำกันไม่หวาดไม่ไหว ผมว่าบางอย่างก็ช่วยเสริมกันได้ แต่บางอย่างก็ยังไม่สามารถทดแทนการทำศัลยกรรมได้ ยกตัวอย่างเช่น การทำศัลยกรรมอะไรก็ตามที่เป็นการเสริมเข้าไป เช่น การทำศัลยกรรมเสริมจมูกหรือเสริมคาง การเสริมโดยการศัลยกรรมยังเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด แม้ว่าจะมีผลิตภัณฑ์ต่างๆออกมามากมายที่เราเรียกกันว่า filler filler เองก็มีหลายชนิด บางชนิดอยู่ได้กับร่างกายตลอดโดยไม่สลาย บางชนิดอยู่ได้ 10-15 ปี บางชนิด 6 เดือน -- 1 ปี แล้วเราจะเลือกชนิดไหนล่ะครับ หากเลือกแบบอยู่ถาวรกับร่างกายเลย ผมถามว่า ถ้าอยู่ๆวันหนึ่งคุณอยากจะเอาออก จะเอาออกได้อย่างไร เพราะ filler นั้นรวมตัวไปกับเนื้อเยื่อแล้ว ถ้าคุณเลือก filler ที่มีคุณภาพจริงๆ ส่วนใหญ่ก็นำเข้ามา ราคาก็มักจะแพงทั้งสิ้น ผมว่า ถ้าในแง่เศรษฐกิจของประเทศแล้ว สิ้นเปลืองกว่าครับ
ถาม : แต่การฉีดพวกสารนี้เห็นผลเร็วกว่าไม่ใช่หรือคะ เห็นว่าฉีดวันนี้ พรุ่งนี้สวยเลย
ตอบ : การเห็นผลเร็วกว่าการทำศัลยกรรมก็จริงครับ แต่อย่าลืมว่าสารเหล่านี้เป็นของเหลว เวลาฉีดของเหลว คุณจะคุมทิศทางการไหลได้อย่างไร คุณอาจอยากให้มันไหลไปทางหนึ่งมากกว่าอีกทางหนึ่ง แต่มันก็อาจจะควบคุมไม่ได้
ถาม : แสดงว่าคุณหมอคิดว่า การฉีดสารเหล่านี้ไม่มีที่ใช้ในด้านศัลยกรรมเลยใช่ไหมคะ
ตอบ : ผมว่าก็ไม่เชิงนะครับ ถ้าคุณต้องการแก้ไขจุดบกพร่องนั้นเพียงเล็กน้อย ตัวอย่างเช่น คุณเป็นหลุมสิว หรือ แผลเป็นที่ลึกลงไป คุณอาจเติมด้วย filler เหล่านี้ได้ เพียงแต่คุณเลือก filler ที่คุณภาพดี และอายุการใช้งานพอสมควร หรือกรณีที่ร่องแก้มลึก คุณก็อาจใช้ filler พวกนี้เติมได้ แต่หากคุณต้องการเสริมจมูกหรือคาง ผมว่าการทำศัลยกรรมยังเป็นวิธีที่ดีที่สุด
ถาม : เคยอ่านพบข้อความที่คุณหมอให้สัมภาษณ์นสพ.ฉบับหนึ่ง เกี่ยวกับดาราคนหนึ่งที่ไปฉีดหน้ามา แล้วมีการไหลของสารจนย้อยมาที่คาง ไม่ทราบ case นั้นเป็นอย่างไรค่ะ
ตอบ : อ๋อ case นั้นหรือครับ เท่าที่ทราบ คนไข้ฉีดมาหลายครั้ง ต่างเวลากัน จากสภาพหน้าคนไข้ที่มีการห้อยย้อยและบวมปูดเป็นบางแห่ง ผมคิดว่าน่าจะฉีด silicone มา silicone เหลวนี้ผมว่ามีการแอบฉีดกันมานานแล้ว อาจเป็น 10-20 ปีก่อนหน้านั้น แล้วเราเพิ่งจะเห็นผลของมันต่อผิวหนังเมื่อไม่นานมานี้เอง คุณจะเห็นตามหน้านสพ.ของพวกนักแสดงหรือนักร้องรุ่นเก่าที่เคยฉีดสารเหล่านี้มา บางคนผิวตะปุ่มตะป่ำไปทั่วหน้า จริงแล้ว silicone เหลวไม่มีที่ใช้ทางการแพทย์ เพราะยังไม่มีข้อพิสูจน์ยืนยันในการนำมาใช้แล้วจะปลอดภัย แต่คนไทยเราก็นิยมไปรับบริการฉีดกัน บางครั้งก็มีการหิ้วกระเป๋าไปฉีดกันตามบ้าน บางครั้งก็ตั้งร้านรับฉีดกันเป็นล่ำเป็นสัน เข็มละ 1000-2000 บาท บางคนก็เริ่มเห็นการห้อยย้อยของผิว ผิวเริ่มตะปุ่มตะป่ำเพราะ silicone แทรก คราวนี้คนไข้ก็จะวิ่งมาให้หมอขูดเอาออก ซึ่งเป็นปัญหามาก เพราะบางรายเราก็ไม่สามารถขูดเอาออกได้หมด silicone ที่ยึดติดกับเนื้อเยื่อฟอร์มตัวเป็นพังผืดเกาะยึดแน่นกันอยู่ ไม่น่าเชื่อนะครับ โลกปัจจุบันข้อมูลข่าวสารไปถึงกันได้รวดเร็วเป็นวินาที แต่ก็ยังมีคนไข้อีกเป็นจำนวนมากทั้งที่มีการศึกษาสูงๆก็มี ก็ยังคงไปฉีดเสริมจมูก คางโดยคนที่ไม่ทราบว่าเป็นใคร ซึ่งโดยมาก็มักไม่ใช่แพทย์ หลังฉีดก็ตามตัวไม่เจอแล้ว ปัญหานี้ยังมีอยู่มากครับ
ถาม : คุณหมอคิดว่า ปัญหาส่วนใหญ่ในการทำงาน มักมาจากอะไรคะ
ตอบ : ปัญหาในแง่ไหนครับ ปัญหาที่ทำงาน ปัญหางาน ปัญหาคนไข้
ถาม : ขอถามปัญหาคนไข้ก่อนดีกว่า
ตอบ : ส่วนใหญ่ปัญหาที่มาจากคนไข้มักจะมาจากความคาดหวังที่สูงเกินไป ผมเคยบอกคนไข้เสมอนะครับว่า การผ่าตัดศัลยกรรมนี้อาศัยมือคนล้วนๆ ปัญหาที่เกิดความผิดพลาดอาจมีบ้าง แต่มักไม่ค่อยพบ เพราะเราระวังอย่างเต็มที่อยู่แล้ว แต่ปัญหาอื่น คือ เรื่องความพอใจครับ บางครั้งการทำงานก็มี limit ตั้งแต่อายุคนไข้ สภาพผิว สภาพโครงสร้าง ผมต้องประเมินความเป็นไปได้ว่าจะทำให้ได้แค่ไหน เราคงต้องการให้งานที่เราทำออกไปอยู่กับคนไข้ไปนานๆ โดยไม่ต้องมาทำการแก้ไขซ้ำแล้วซ้ำเล่า ยกตัวอย่างเช่น คนไข้บางท่านต้องการปลายจมูกที่เชิดสูงมากๆ หากผมประเมินแล้ว ผิวบริเวณนั้นบางมาก การขึ้นปลายจมูกที่สูงเกินไป อาจก่อให้เกิดแรงตึงในระยะยาว และทะลุในที่สุด ผมก็ต้องลดปลายลงมา เอาให้ปลอดภัยดีกว่า สวยระยะเดียว แล้วมีปัญหาตามหลัง
ถาม : แล้วเจอคนไข้ประเภทนี้มากไหมคะ
ตอบ : เดี๋ยวนี้น้อยลงแล้วครับ แต่ก็ยังมีประปรายที่ความต้องการสูงเกินพื้นฐานของความเป็นไปได้ ก็ต้องอธิบายกันยาวครับ ถ้ายังไม่เข้าใจ บางคนก็ต้องปฏิเสธที่จะผ่าตัดให้
ถาม : คุณหมอคิดอย่างไรกับงานศัลยกรรมความงามที่เดี๋ยวนี้ใครๆก็ว่าสวยด้วยพลาสติกหมด
ตอบ : ผมว่า ในความเป็นผู้หญิงนั้น ความสวยงามเป็นสิ่งที่ผู้หญิงให้ความสำคัญมาก แต่บางครั้ง ธรรมชาติก็ไม่ได้ให้เขามาครบทุกอย่าง ขาดตรงนิด ตรงนั้นหน่อย การที่ผมสามารถแก้ไขข้อบกพร่องให้เขา และทำให้เขาดูดีขึ้น นั่นทำให้เขามีความสุขมากนะ คุณคิดดูว่า เมื่อเขาสวยขึ้น ความมั่นใจต่างๆก็ตามมา ถ้าเราทำให้เขารู้สึกมีความสุข มีความภูมิใจในตัวเองจากการที่หน้าตาดูดีขึ้น บางคนเปลี่ยนงาน บางคนได้งาน บางคนได้แฟนและมีอีกเยอะแยะครับ ผมคิดว่าศัลยกรรมความงามยังคงอยู่คู่กับผู้หญิงตลอดไป ตราบใดในโลกนี้ยังมีเพศหญิงอยู่
ถาม : ทำงานแบบนี้จะเครียดมากนะคะ
ตอบ : ผมว่าการทำงานด้านนี้ความเครียดมากจริงๆครับ เพราะทำงานทางด้านศัลยกรรมก็มีความเครียดระดับหนึ่งอยู่แล้ว ยิ่งเป็นศัลยกรรมความงามซึ่งตั้งอยู่บนความคาดหวังของคนไข้แล้ว ความเครียดก็คูณสองไป
ถาม : แล้วคุณหมอมีวิธีจัดการความเครียดอย่างไรคะ
ตอบ : โอ้ เรื่องนี้สำคัญมากครับ หากจัดการความเครียดไม่ได้ ก็คงทำงานทาง field นี้ได้ยากครับ ผมจะใช้วิธีเปิดเพลงฟังไปในขณะทำงาน บางครั้งคนไข้ก็งงว่า ผมจะมีสมาธิได้อย่างไร สำหรับผมการได้ฟังเพลงทำให้ผม relax และมีสมาธิมาก ผลงานที่ผลิตภายใต้ความกดดันจะให้ออกมาดีได้คงยากนะครับ
ถาม : แล้วคุณหมอชอบฟังเพลงแนวไหนคะ
ตอบ : ฟังได้ทุกประเภทครับ ถ้าคนไข้วัยรุ่นหน่อย ผมก็จะเปิดแนววัยรุ่นให้ฟังไปพร้อมๆกัน ถ้าอายุมากขึ้นมาหน่อย ก็เปิดเพลงที่สามารถร่วมสมัยกับคนไข้ได้ แม้ตัวคนไข้เองก็ตาม ก่อนผ่าก็อาจตื่นเต้น แต่พอได้ฟังเพลงแล้ว ความตื่นเต้นลดลง ความกลัวลดลง พอคนไข้ผ่อนคลาย การผ่าตัดก็จะดีมากครับ
ถาม : แสดงว่าคุณหมอน่าจะรู้จักเพลงเยอะมาก
ตอบ : ใช่เลยครับ ผมว่ามันก็ดีไปอย่าง ผมสามารถคุยกับลูกได้รู้เรื่องในเรื่องของเพลง เพราะบางครั้งลูกงงว่าผมรู้จักเพลงวัยรุ่นอย่างนี้ได้อย่างไร บางทีเพลงวัยรุ่นมากๆคุยกับเพื่อนรุ่นเดียวกันยังไม่รู้จักเลยครับ เป็นวิธีทำให้ผมกลมกลืนไปกับลูกได้ง่าย
ถาม : อย่างนี้คุณหมอก็เป็น DJ ได้นะคะ
ตอบ : ทุกวันนี้ก็เป็น DJ ประจำบ้านอยู่แล้ว ภรรยาชอบฟังอย่าง ลูกชอบฟังอย่าง หน้าที่ผม คือ หาเพลงให้เหมาะกับทุกๆคน จะได้อยู่รวมกันได้อย่างมีความสุข ไม่ขัดแย้งกันมาก
ถาม : นอกจากฟังเพลงเป็นงานอดิเรกแล้ว คุณหมอมีวิธีพักผ่อนอย่างอื่นอย่างไรบ้างคะ
ตอบ : เวลาทำงานผมก็จะทำจริงจังมากครับ แต่หากเป็นวันหยุดผมก็จะหยุดพักผ่อนจริงๆ เก็บพลังไว้ทำงานต่อ ส่วนมากวันหยุดก็จะไปกับครอบครัว ไปต่างจังหวัดใกล้ๆบ้าง ออกกำลังกายบ้าง ชีวิตคงไม่ใช่งานอย่างเดียว ผมต้อง balance ทั้งงานส่วนตัว ครอบครัว สังคมให้ลงตัว
ถาม : คุณหมอประทับใจในผลงานของตัวเองในคนไข้คนไหนเป็นพิเศษไหมคะ
ตอบ : ถ้าเป็นพิเศษล่ะก็ ไม่มีครับ ผมประทับใจในผลงานของผมทุกคน ถ้าเอาประวัติคนไข้ที่ผมผ่าตัดมาเขียน ก็คงเขียนกันไม่ได้หมด คนไข้บางคนอยู่ต่างประเทศ นานๆจะโทรฯมาคุยด้วย แล้วก็จะเล่าประสบการณ์ที่พบหลังการผ่าตัดว่าเป็นอย่างไรบ้าง สนุกมากครับ บางคนทำจมูกไป กองตรวจคนเข้าเมืองกักตัวไว้เลย เพราะคนละหน้ากับรูปในพาสปอร์ต ต้องเสียเวลาเดินทางกลับมาขอใบรับรองแพทย์จากผม ยืนยันว่าทำศัลยกรรมจริง กว่าจะได้กลับเมืองนอก ก็เสียเวลาอยู่นาน
ถาม : แสดงว่า คุณหมอมีเรื่องสนุกๆของงานศัลยกรรมมากนะค่ะ
ตอบ : มากครับ เล่ากันไม่จบ
ถาม : คุณหมอน่าจะลองเอาประสบการณ์คนไข้เหล่านี้เขียนเป็นหนังสือดูนะคะ
ตอบ : ก็กะว่าจะลองเขียนเหมือนกัน หากมีเวลา ทุกวันนี้ก็ยังหาเวลาว่างจริงๆไม่ค่อยได้ครับ
ถาม : แสดงว่า อาจมีโอกาสได้อ่านงานที่คุณหมอเขียน
ตอบ : ก็เป็นไปได้ครับ
อยากรู้เพิ่มเติม เกี่ยวกับการผลเสียของการฉีดซิลิโคลน
อ่านบทสัมภาษณ์คุณหมอจากหนังสือพิมพ์ คลิ๊กที่รูปภาพ

บทสัมภาษณ์จากหนังสือ Mix Magazine เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2551 
