เปิดใจคนดังโดยจุ๊กจิ๊ก



 English Version




ฟรี E-newsletter เพื่อ อัพเดทโปรโมชั่น
Email :






email: facial_drk@hotmail.com



  •  

บทสัมภาษณ์

ถาม :ไม่ทราบว่า คุณหมอทำงานด้านศัลยกรรมความงามมานานเท่าไรแล้วคะ
ตอบ : ผมจับงานทางด้านศัลยกรรมความงาม ถ้านับจนถึงปีนี้ก็เกือบ 20 ปีแล้วครับ เดิมทีผมจบเป็นผู้ชำนาญทางหู คอ จมูก จากรพ.ศิริราช แต่ความที่มีความสนใจทางด้านศัลยกรรมความงาม เลยเรียนรู้และศึกษาโดยการไปดูงานที่ประเทศญี่ปุ่น ที่ประเทศอเมริกาบ้าง แล้วนำความรู้มาประยุกต์กับความถนัดของตัวเอง จึงทำให้ผมเน้นการทำงานมาทางด้านศัลยกรรมความงามครับ

ถาม : คุณหมอคิดว่า อะไรเป็นแรงบันดาลให้คุณหมอมาสนใจทางด้านนี้
ตอบ : ผมว่าคงมีหลายปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความสนใจของผม เมื่อตอนเป็นวัยรุ่น คุณพ่อเริ่มทำสร้อยทองส่งให้ร้านทองต่างๆ บางครั้งขาดคนงาน คุณพ่อก็จะเรียกผมให้ไปช่วยในการต่อสร้อยทองบ้าง ตัดตะขอบ้าง งานพวกนี้เป็นงานประณีตและต้องค่อยๆทำ รู้สึกสนุกในการทำ วันนี้มาลองทบทวนดู อุปกรณ์ทางการแพทย์บางชิ้น เช่น needle forceps หรือ jewel forceps กับอุปกรณ์ในการทำสร้อยทองมีลักษณะคล้ายกัน อาจมีส่วนที่ทำให้ผมรู้สึกว่าได้จับเครื่องมือที่คล้ายๆกันก็ได้ ทำให้หวนคิดถึงบรรยากาศของบ้านตอนผมเป็นเด็ก ส่วนคุณแม่ผมเป็นช่างทำผม ท่านจะเปิดร้านค้าที่บ้าน บางทีไม่มีคนงานช่วย ก็มักจะเรียกผมไปช่วยถือไดร์เป่าผมบ้าง ล้างเครื่องมือบ้าง จุดนี้อาจทำให้ผมได้คลุกคลีกับเรื่องความงาม แล้วก็เห็นว่า ผู้หญิงกับความงามนี้เป็นของคู่กัน ผู้หญิงส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากๆ สำหรับแรงบันดาลหรือครับ ผมคิดว่า อาจเป็นเพราะผมชอบทำงานอะไรที่เกี่ยวกับความสุข บางทีการทำศัลยกรรมด้านความงามแล้วทำให้คนมีความสุข ผมก็รู้สึกมีความสุขไปด้วย

ถาม : ทราบข่าวว่า มีคนไข้หลายคนที่มาเข้ารับการทำศัลยกรรมที่นี่แล้วออกไปเป็นดารามากมาย คุณหมอคิดอย่างไรคะ
ตอบ : ก็ดีใจไปกับคนไข้เหล่านั้นด้วย ในการทำงานของผม ผมมิได้มุ่งว่า ถ้าคุณจะไปเป็นดารา นักร้อง ผมจะทำให้คุณสุดฝีมือ ถ้าคุณไม่ใช่ ผมก็จะทำพอสมควร นั่นไม่ใช่หลักการของผม สำหรับผม ผมถือว่าการที่ใครหนึ่งคนเดินเข้ามารับการทำศัลยกรรมจากผมไป เขาจะต้องได้สิ่งที่ดีที่สุด เหมาะสมที่สุดสำหรับเขา มีเหมือนกันที่บางคนเอาจมูกของดาราหรือนางแบบคนนั้นคนนี้มาให้ผมดู แล้วก็บอกว่าอยากได้จมูกแบบนี้ ตาแบบนั้น ซึ่งผมก็เข้าใจว่า ใครๆก็อยากได้ หรืออยากเป็นเหมือนใครสักคนที่เขาประทับใจ แต่หากผมพิจารณาพื้นฐานโครงหน้า ลักษณะของเนื้อเยื่อ ความต้องการของคนไข้ว่าผมสามารถจะประสานทุกอย่างให้ลงตัวได้หรือไม่ ถ้าความต้องการของคนไข้ขัดต่อหลักวิชาการทางการแพทย์ ผมก็คงต้องอธิบายให้เข้าใจว่า ทำได้แค่ไหน พบกันครึ่งทางได้ไหม หากทำตามใจคุณแล้ว ผลเสียจะเกิดอะไรขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่คนไข้ก็มักจะเข้าใจ

ถาม : ถ้าคนไข้ยืนยันอยากให้คุณหมอทำอย่างที่ต้องการล่ะคะ
ตอบ : โดยมากไม่ค่อยพบหรอกครับ คนไข้ประเภทนี้ ถ้าผมอธิบายทั้งข้อดีและข้อเสียทุกอย่างแล้ว แต่ถ้ายังยืนยันจะทำ ในบางเคสผมก็ปฏิเสธไปครับ ผมต้องการให้งานที่ออกไปต้องถูกหลักวิชาการด้วย ถ้าทำตามใจคนไข้แล้วผลออกมาไม่ดี ก็เสียใจด้วยกันทั้ง 2 ฝ่าย

ถาม : เทคโนโลยีสมัยนี้ก้าวหน้ามาก มีเครื่องมือต่างๆมากมาย คุณหมอได้ประสานเทคโนโลยีเหล่านี้กับงานของคุณหมออย่างไรคะ
ตอบ : ต้องยอมรับว่า เทคโนโลยีทางด้านความงามปัจจุบันนี้ก้าวไกลไปมาก ไม่ว่าจะเป็น laser RF หรือรุ่นอะไรต่างๆจนจำกันไม่หวาดไม่ไหว ผมว่าบางอย่างก็ช่วยเสริมกันได้ แต่บางอย่างก็ยังไม่สามารถทดแทนการทำศัลยกรรมได้ ยกตัวอย่างเช่น การทำศัลยกรรมอะไรก็ตามที่เป็นการเสริมเข้าไป เช่น การทำศัลยกรรมเสริมจมูกหรือเสริมคาง การเสริมโดยการศัลยกรรมยังเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด แม้ว่าจะมีผลิตภัณฑ์ต่างๆออกมามากมายที่เราเรียกกันว่า filler filler เองก็มีหลายชนิด บางชนิดอยู่ได้กับร่างกายตลอดโดยไม่สลาย บางชนิดอยู่ได้ 10-15 ปี บางชนิด 6 เดือน -- 1 ปี แล้วเราจะเลือกชนิดไหนล่ะครับ หากเลือกแบบอยู่ถาวรกับร่างกายเลย ผมถามว่า ถ้าอยู่ๆวันหนึ่งคุณอยากจะเอาออก จะเอาออกได้อย่างไร เพราะ filler นั้นรวมตัวไปกับเนื้อเยื่อแล้ว ถ้าคุณเลือก filler ที่มีคุณภาพจริงๆ ส่วนใหญ่ก็นำเข้ามา ราคาก็มักจะแพงทั้งสิ้น ผมว่า ถ้าในแง่เศรษฐกิจของประเทศแล้ว สิ้นเปลืองกว่าครับ

ถาม : แต่การฉีดพวกสารนี้เห็นผลเร็วกว่าไม่ใช่หรือคะ เห็นว่าฉีดวันนี้ พรุ่งนี้สวยเลย
ตอบ : การเห็นผลเร็วกว่าการทำศัลยกรรมก็จริงครับ แต่อย่าลืมว่าสารเหล่านี้เป็นของเหลว เวลาฉีดของเหลว คุณจะคุมทิศทางการไหลได้อย่างไร คุณอาจอยากให้มันไหลไปทางหนึ่งมากกว่าอีกทางหนึ่ง แต่มันก็อาจจะควบคุมไม่ได้

ถาม : แสดงว่าคุณหมอคิดว่า การฉีดสารเหล่านี้ไม่มีที่ใช้ในด้านศัลยกรรมเลยใช่ไหมคะ
ตอบ : ผมว่าก็ไม่เชิงนะครับ ถ้าคุณต้องการแก้ไขจุดบกพร่องนั้นเพียงเล็กน้อย ตัวอย่างเช่น คุณเป็นหลุมสิว หรือ แผลเป็นที่ลึกลงไป คุณอาจเติมด้วย filler เหล่านี้ได้ เพียงแต่คุณเลือก filler ที่คุณภาพดี และอายุการใช้งานพอสมควร หรือกรณีที่ร่องแก้มลึก คุณก็อาจใช้ filler พวกนี้เติมได้ แต่หากคุณต้องการเสริมจมูกหรือคาง ผมว่าการทำศัลยกรรมยังเป็นวิธีที่ดีที่สุด

ถาม : เคยอ่านพบข้อความที่คุณหมอให้สัมภาษณ์นสพ.ฉบับหนึ่ง เกี่ยวกับดาราคนหนึ่งที่ไปฉีดหน้ามา แล้วมีการไหลของสารจนย้อยมาที่คาง ไม่ทราบ case นั้นเป็นอย่างไรค่ะ
ตอบ : อ๋อ case นั้นหรือครับ เท่าที่ทราบ คนไข้ฉีดมาหลายครั้ง ต่างเวลากัน จากสภาพหน้าคนไข้ที่มีการห้อยย้อยและบวมปูดเป็นบางแห่ง ผมคิดว่าน่าจะฉีด silicone มา silicone เหลวนี้ผมว่ามีการแอบฉีดกันมานานแล้ว อาจเป็น 10-20 ปีก่อนหน้านั้น แล้วเราเพิ่งจะเห็นผลของมันต่อผิวหนังเมื่อไม่นานมานี้เอง คุณจะเห็นตามหน้านสพ.ของพวกนักแสดงหรือนักร้องรุ่นเก่าที่เคยฉีดสารเหล่านี้มา บางคนผิวตะปุ่มตะป่ำไปทั่วหน้า จริงแล้ว silicone เหลวไม่มีที่ใช้ทางการแพทย์ เพราะยังไม่มีข้อพิสูจน์ยืนยันในการนำมาใช้แล้วจะปลอดภัย แต่คนไทยเราก็นิยมไปรับบริการฉีดกัน บางครั้งก็มีการหิ้วกระเป๋าไปฉีดกันตามบ้าน บางครั้งก็ตั้งร้านรับฉีดกันเป็นล่ำเป็นสัน เข็มละ 1000-2000 บาท บางคนก็เริ่มเห็นการห้อยย้อยของผิว ผิวเริ่มตะปุ่มตะป่ำเพราะ silicone แทรก คราวนี้คนไข้ก็จะวิ่งมาให้หมอขูดเอาออก ซึ่งเป็นปัญหามาก เพราะบางรายเราก็ไม่สามารถขูดเอาออกได้หมด silicone ที่ยึดติดกับเนื้อเยื่อฟอร์มตัวเป็นพังผืดเกาะยึดแน่นกันอยู่ ไม่น่าเชื่อนะครับ โลกปัจจุบันข้อมูลข่าวสารไปถึงกันได้รวดเร็วเป็นวินาที แต่ก็ยังมีคนไข้อีกเป็นจำนวนมากทั้งที่มีการศึกษาสูงๆก็มี ก็ยังคงไปฉีดเสริมจมูก คางโดยคนที่ไม่ทราบว่าเป็นใคร ซึ่งโดยมาก็มักไม่ใช่แพทย์ หลังฉีดก็ตามตัวไม่เจอแล้ว ปัญหานี้ยังมีอยู่มากครับ

ถาม : คุณหมอคิดว่า ปัญหาส่วนใหญ่ในการทำงาน มักมาจากอะไรคะ
ตอบ : ปัญหาในแง่ไหนครับ ปัญหาที่ทำงาน ปัญหางาน ปัญหาคนไข้

ถาม : ขอถามปัญหาคนไข้ก่อนดีกว่า
ตอบ :
ส่วนใหญ่ปัญหาที่มาจากคนไข้มักจะมาจากความคาดหวังที่สูงเกินไป ผมเคยบอกคนไข้เสมอนะครับว่า การผ่าตัดศัลยกรรมนี้อาศัยมือคนล้วนๆ ปัญหาที่เกิดความผิดพลาดอาจมีบ้าง แต่มักไม่ค่อยพบ เพราะเราระวังอย่างเต็มที่อยู่แล้ว แต่ปัญหาอื่น คือ เรื่องความพอใจครับ บางครั้งการทำงานก็มี limit ตั้งแต่อายุคนไข้ สภาพผิว สภาพโครงสร้าง ผมต้องประเมินความเป็นไปได้ว่าจะทำให้ได้แค่ไหน เราคงต้องการให้งานที่เราทำออกไปอยู่กับคนไข้ไปนานๆ โดยไม่ต้องมาทำการแก้ไขซ้ำแล้วซ้ำเล่า ยกตัวอย่างเช่น คนไข้บางท่านต้องการปลายจมูกที่เชิดสูงมากๆ หากผมประเมินแล้ว ผิวบริเวณนั้นบางมาก การขึ้นปลายจมูกที่สูงเกินไป อาจก่อให้เกิดแรงตึงในระยะยาว และทะลุในที่สุด ผมก็ต้องลดปลายลงมา เอาให้ปลอดภัยดีกว่า สวยระยะเดียว แล้วมีปัญหาตามหลัง

ถาม : แล้วเจอคนไข้ประเภทนี้มากไหมคะ
ตอบ : เดี๋ยวนี้น้อยลงแล้วครับ แต่ก็ยังมีประปรายที่ความต้องการสูงเกินพื้นฐานของความเป็นไปได้ ก็ต้องอธิบายกันยาวครับ ถ้ายังไม่เข้าใจ บางคนก็ต้องปฏิเสธที่จะผ่าตัดให้

ถาม : คุณหมอคิดอย่างไรกับงานศัลยกรรมความงามที่เดี๋ยวนี้ใครๆก็ว่าสวยด้วยพลาสติกหมด
ตอบ : ผมว่า ในความเป็นผู้หญิงนั้น ความสวยงามเป็นสิ่งที่ผู้หญิงให้ความสำคัญมาก แต่บางครั้ง ธรรมชาติก็ไม่ได้ให้เขามาครบทุกอย่าง ขาดตรงนิด ตรงนั้นหน่อย การที่ผมสามารถแก้ไขข้อบกพร่องให้เขา และทำให้เขาดูดีขึ้น นั่นทำให้เขามีความสุขมากนะ คุณคิดดูว่า เมื่อเขาสวยขึ้น ความมั่นใจต่างๆก็ตามมา ถ้าเราทำให้เขารู้สึกมีความสุข มีความภูมิใจในตัวเองจากการที่หน้าตาดูดีขึ้น บางคนเปลี่ยนงาน บางคนได้งาน บางคนได้แฟนและมีอีกเยอะแยะครับ ผมคิดว่าศัลยกรรมความงามยังคงอยู่คู่กับผู้หญิงตลอดไป ตราบใดในโลกนี้ยังมีเพศหญิงอยู่

ถาม : ทำงานแบบนี้จะเครียดมากนะคะ
ตอบ : ผมว่าการทำงานด้านนี้ความเครียดมากจริงๆครับ เพราะทำงานทางด้านศัลยกรรมก็มีความเครียดระดับหนึ่งอยู่แล้ว ยิ่งเป็นศัลยกรรมความงามซึ่งตั้งอยู่บนความคาดหวังของคนไข้แล้ว ความเครียดก็คูณสองไป

ถาม : แล้วคุณหมอมีวิธีจัดการความเครียดอย่างไรคะ
ตอบ : โอ้ เรื่องนี้สำคัญมากครับ หากจัดการความเครียดไม่ได้ ก็คงทำงานทาง field นี้ได้ยากครับ ผมจะใช้วิธีเปิดเพลงฟังไปในขณะทำงาน บางครั้งคนไข้ก็งงว่า ผมจะมีสมาธิได้อย่างไร สำหรับผมการได้ฟังเพลงทำให้ผม relax และมีสมาธิมาก ผลงานที่ผลิตภายใต้ความกดดันจะให้ออกมาดีได้คงยากนะครับ

ถาม : แล้วคุณหมอชอบฟังเพลงแนวไหนคะ
ตอบ : ฟังได้ทุกประเภทครับ ถ้าคนไข้วัยรุ่นหน่อย ผมก็จะเปิดแนววัยรุ่นให้ฟังไปพร้อมๆกัน ถ้าอายุมากขึ้นมาหน่อย ก็เปิดเพลงที่สามารถร่วมสมัยกับคนไข้ได้ แม้ตัวคนไข้เองก็ตาม ก่อนผ่าก็อาจตื่นเต้น แต่พอได้ฟังเพลงแล้ว ความตื่นเต้นลดลง ความกลัวลดลง พอคนไข้ผ่อนคลาย การผ่าตัดก็จะดีมากครับ

ถาม : แสดงว่าคุณหมอน่าจะรู้จักเพลงเยอะมาก
ตอบ : ใช่เลยครับ ผมว่ามันก็ดีไปอย่าง ผมสามารถคุยกับลูกได้รู้เรื่องในเรื่องของเพลง เพราะบางครั้งลูกงงว่าผมรู้จักเพลงวัยรุ่นอย่างนี้ได้อย่างไร บางทีเพลงวัยรุ่นมากๆคุยกับเพื่อนรุ่นเดียวกันยังไม่รู้จักเลยครับ เป็นวิธีทำให้ผมกลมกลืนไปกับลูกได้ง่าย

ถาม : อย่างนี้คุณหมอก็เป็น DJ ได้นะคะ
ตอบ : ทุกวันนี้ก็เป็น DJ ประจำบ้านอยู่แล้ว ภรรยาชอบฟังอย่าง ลูกชอบฟังอย่าง หน้าที่ผม คือ หาเพลงให้เหมาะกับทุกๆคน จะได้อยู่รวมกันได้อย่างมีความสุข ไม่ขัดแย้งกันมาก

ถาม : นอกจากฟังเพลงเป็นงานอดิเรกแล้ว คุณหมอมีวิธีพักผ่อนอย่างอื่นอย่างไรบ้างคะ
ตอบ : เวลาทำงานผมก็จะทำจริงจังมากครับ แต่หากเป็นวันหยุดผมก็จะหยุดพักผ่อนจริงๆ เก็บพลังไว้ทำงานต่อ ส่วนมากวันหยุดก็จะไปกับครอบครัว ไปต่างจังหวัดใกล้ๆบ้าง ออกกำลังกายบ้าง ชีวิตคงไม่ใช่งานอย่างเดียว ผมต้อง balance ทั้งงานส่วนตัว ครอบครัว สังคมให้ลงตัว

ถาม : คุณหมอประทับใจในผลงานของตัวเองในคนไข้คนไหนเป็นพิเศษไหมคะ
ตอบ : ถ้าเป็นพิเศษล่ะก็ ไม่มีครับ ผมประทับใจในผลงานของผมทุกคน ถ้าเอาประวัติคนไข้ที่ผมผ่าตัดมาเขียน ก็คงเขียนกันไม่ได้หมด คนไข้บางคนอยู่ต่างประเทศ นานๆจะโทรฯมาคุยด้วย แล้วก็จะเล่าประสบการณ์ที่พบหลังการผ่าตัดว่าเป็นอย่างไรบ้าง สนุกมากครับ บางคนทำจมูกไป กองตรวจคนเข้าเมืองกักตัวไว้เลย เพราะคนละหน้ากับรูปในพาสปอร์ต ต้องเสียเวลาเดินทางกลับมาขอใบรับรองแพทย์จากผม ยืนยันว่าทำศัลยกรรมจริง กว่าจะได้กลับเมืองนอก ก็เสียเวลาอยู่นาน

ถาม : แสดงว่า คุณหมอมีเรื่องสนุกๆของงานศัลยกรรมมากนะค่ะ
ตอบ : มากครับ เล่ากันไม่จบ

ถาม : คุณหมอน่าจะลองเอาประสบการณ์คนไข้เหล่านี้เขียนเป็นหนังสือดูนะคะ
ตอบ : ก็กะว่าจะลองเขียนเหมือนกัน หากมีเวลา ทุกวันนี้ก็ยังหาเวลาว่างจริงๆไม่ค่อยได้ครับ

ถาม : แสดงว่า อาจมีโอกาสได้อ่านงานที่คุณหมอเขียน
ตอบ : ก็เป็นไปได้ครับ

 

อยากรู้เพิ่มเติม เกี่ยวกับการผลเสียของการฉีดซิลิโคลน
 อ่านบทสัมภาษณ์คุณหมอจากหนังสือพิมพ์ คลิ๊กที่รูปภาพ

 

   บทสัมภาษณ์จากหนังสือ Mix Magazine เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2551  

         

 

                        โลกโหดร้ายของคนไม่สวย  
4 พฤศจิกายน 2553
           วันก่อน.. ได้อ่านบทความชิ้นหนื่งในคอลัมน์จุดประกาย ของหนังสือกรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันอังคารที่ 10 สิงหาคม 2553 แค่อ่านหัวข้อก็รู้สึกหนาวๆ ร้อนๆๆ แล้วคะ เมื่อลงไปในรายละเอียดก็รู้สึกทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย วันนี้มีโอกาสได้นั่งคุยกับ คุณหมอกุศล อีกครั้งหลังจากห่างหายไปนานเลยคิดว่าคุณหมอน่าจะให้แง่คิดและมุมมองที่น่าสนใจ มีโอกาสพบ Expert ทางด้านศัลยกรรมความงามแล้ว ต้องถามให้หายข้องใจคะ
 
                         ก่อนพบกับคำสัมภาษณ์ ลองอ่านบทความนี้ดูนะคะ
       ความสวยทรงพลังมากชึ้นเรื่อยๆๆ ในมุมมองของอาจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ อย่าง รศ.ดร. วรากรณ์ สามโกเศศ อธิการบดี มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
       " การผ่าตัดศัลยกรรมเป็นแนวโน้มในโลกที่ยากจะหยุด มันเป็นสิทธิมนุษยชนในช่วง 30-40ปีที่ผ่านมา มีคดีหรือประเด็นสิทธิทางร่างกายของคน เช่น สิทธิในการทำแท้ง ที่คนกลุ่มหนึ่งถือว่าเป็นสิทธิในร่างกายของสตรี ซึ่งรวมถึงความงามด้วย "
            "จริงไหมที่คนสวยมีรายได้มากกว่าคนธรรมดา ??"
อาจารย์อธิบายต่อว่า ผู้จ้างงานก็เป็นส่วนหนึ่งที่ชื่นชอบความงาม จึงเป็นธรรมดาที่จะเอนเอียงไปในทิศทางจ้างคนหน้าตาดี
           Daniel Hamermesh นักเศรษฐศาสตร์ ผู้มีชื่อเสียงในการศึกษาเรื่องแรงงานมายาวนาน พบว่าในสหรัฐอเมริกา คนหน้าตาดีเหนือคนทั่วไป ทั้งหญิงและชายได้รับค่าตอบแทนต่อชั่วโมง สูงกว่าคนหน้าตาธรรมดา ประมาณร้อยละ 5 เค้าเรียกส่วนต่างที่เหนือกว่าคนอื่นนี้ว่า Beauty Premium (บิวตี้พรีเมียมคือความพิเศษอันเกิดจากความงาม)
           - โดยเฉพาะประเทศไทย Beauty Premium ดูจะเข้มข้น กว่าด้วยซ้ำ ในประเทศไทยไม่มีกฏหมายการันตีเหมือนในอเมริกา ที่มีกฏหมายรับรองที่เรียกว่า Equal right คือการห้ามระบุเพศ, ระบุอายุ, เชื้อชาติสีผิว ในการจ้างงาน ฉะนั้นในประเทศไทยจึงมีความเอนเอียงไปยังความชอบส่วนตัวโดยเฉพาะความงามที่เป็นกระแสหลักของโลก
                    "ทำงานไม่เก่งพอฝึกหัดได้ หน้าตาไม่สวยยังไงก็ฝึกไม่ได้ แม้บางคนจะให้ความเห็นว่า หน้าตาเป็นแค่ใบเบิกทางแต่ในทางปฏิบัติ กลับตรงกันข้าม ศัลยกรรมจึงเท่ากับเป็นทางลัด เปรียบเหมือนคนถือกระเป๋าแบรนด์เนม ย่อมมั่นใจกว่าคนถือแบรนด์เนมก๊อบ
           อาจารย์ วรากรณ์ ยังให้เหตุผลต่ออีกว่าไม่มีกลไกใดๆๆ ช่วยให้โลกเป็นธรรม และศัลยกรรม คือการสร้างความเป็นธรรมให้แก่ตัวเอง
                         " มันเป็นความจริงที่เจ็บปวด แต่ต้องยอมรับ!!." 
          ส่วนค่านิยมที่"มองคนที่ข้างใน"ยังเป็นเพียงคำพูดที่หวานหอมปลอบประโลมใจไปวันๆๆ เพราะในโลกแห่งความจริง
                        " คนไม่ใช่เทวดา มองข้างในไม่เห็นหรอก "
         ..คัดเฉพาะบางส่วนออกมา หากอยากอ่านบทความนี้เต็มๆๆ หาอ่านได้จากคอลัมน์จุดประกายฉบับ วันอังคารที่ 10 สิงหาคม 2553 ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจคะ
ลาล่า: คุณหมอคะ จากบทความข้างบนนี้คุณหมอคิดอย่างไรคะ   
คุณหมอกุศล: ผมว่าตามธรรมชาติของคนแล้ว ไม่ว่าหญิงหรือชาย เราก็มีแนวโน้มที่จะชื่นชอบของสวยงาม ก่อนที่จะเข้าไปดูถึงคุณค่า, ประโยชน์ใช้สอยของของชิ้นนั้น ยกตัวอย่างรถก็แล้วกัน จะว่าไปถ้าพูดถึงประโยชน์ของการใช้สอย ก็เป็นพาหนะพาเราไปถึงจุดมุ่งหมาย ถ้าคิดแค่ประโยชน์เราก็ใช้รถอะไรก็ได้ ขอให้สมรรถนะดี ขับขี่ปลอดภัย แต่จะเห็นว่าเวลาเราดูรถรูปร่างสีสัน ของรถกลับเตะตา ให้เราหันไปมอง, ชื่นชมอยากเป็นเจ้าของก่อนที่เราจะขอเข้าไปดูในรายละเอียดของรถซะอีก บางคนยังยอมจ่ายแพงมากกว่าคนอื่น เพราะต้องการซื้อดีไซน์ ที่ไม่เหมือนใคร
ลาล่า: คุณหมอกำลังจะบอกว่า คนเราส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับหน้าตา รูปลักษณ์ มากกว่าคุณค่าจริงๆๆ ของมัน
คุณหมอกุศล: ผมว่า"First impression " คงเป็นอย่างนั้นครับ
ลาล่า: ถ้าเช่นนั้นเป็นเพราะเราอยู่ในยุคของสังคมบริโภคหรือเปล่าคะ เราจึงต้องแข่งขันกันที่รูปลักษณ์ภายนอก
คุณหมอกุศล: ผมว่ายุคไหนก็เหมือนกันครับ เพียงแต่ว่าความสวยงามของแต่ละยุค อาจมีรายละเอียดที่ต่างกัน
ลาล่า: ในมุมมองของหมอศัลยกรรมความงาม คุณหมอคิดว่าหน้าตาอย่างไหน ถึงจัดว่าสวย เช่น จมูกต้องโด่ง ตาต้องโต อย่างนั้นหรือเปล่าคะ
คุณหมอกุศล: อืมม์!! ผมว่าไม่ใช่อย่างนั้นนะครับ ความสมดุลย์ คือความสวยงาม หากตาเราโตแต่ไม่เข้าคู่กับจมูกทีเล็กมันก็ขัดกัน หรือรูปหน้าที่เล็กแต่มีจมูกที่โด่งและใหญ่มันก็ขัดกันอีกเหมือนกัน สรุปแล้วทุกส่วนของอวัยวะบนใบหน้าควรจะมีความพอดีกัน ทั้งขนาดและมิติของมุม คนไข้บางคนจมูกโด่งและสวย แต่มองด้านข้าง คางยื่นออกไปไม่รับกับจมูกที่โด่ง ถึงแม้จมูกจะสวยก็ไม่ทำให้คนไข้ดูสวยเท่าที่ควร
ลาล่า:  ระหว่างจมูก ตา คาง อะไรเป็นปัญหาของสาวไทยคะ
คุณหมอกุศล: คนไทยมีปัญหาส่วนใหญ่ที่จมูกครับ เพราะโดยเชื้อชาติ สายพันธุ์ของเราจมูกจะไม่ค่อยโด่ง การเสริมจมูกให้มีมิติสูงขึ้นก็มักจะทำให้หน้าเปลี่ยนไปมาก
ลาล่า: คุณหมอคิดว่าโลกโหดร้ายสำหรับคนไม่สวยจริงไหมคะ
คุณหมอกุศล: ถ้าให้ตอบในมุมมองของผู้ชายพูดกันตรงๆๆ ก็ต้องยอมรับนะครับว่า ผู้ชายทุกคนก็ชอบมองผู้หญิงสวย การมองคนสวยจะเป็นความโหดร้ายสำหรับคนไม่สวยหรือไม่ผมไม่ทราบ แต่หากจะคัดคนเป็นดารา พิธีกร นางแบบนายแบบโฆษณาเขาก็ต้องเลือกคนสวยก่อนเป็นธรรมดา แต่ในความเป็นหมอศัลยกรรมความงาม โลกไม่โหดร้ายหรอกครับสำหรับคนไม่สวย เพราะเดี๋ยวนี้การทำศัลยกรรมเป็นที่ยอมรับของคนโดยทั่วไปและทั่วโลกด้วยครับ หากเป็นสมัยก่อนใครจะทำศัลยกรรมก็ต้องปกปิดไม่ให้ใครรู้ เดี๋ยวนี้แทบจะเป็นเรื่องธรรมดาแล้ว ที่ใครๆๆก็ทำศัลยกรรม
ลาล่า: เคยทราบว่าสมัยก่อนนางงามคนไหนทำศัลยกรรม กรรมการจะไม่ให้เข้ารอบ เดี๋ยวนี้น่าจะเปิดกว้างมากขึ้นไหมคะ
คุณหมอกุศล: ผมว่าสมัยนี้คงมีน้อยคน ที่ไม่พึ่งการศัลยกรรม โดยเฉพาะถ้าทำได้เนียนเหมือนธรรมชาติมาก ก็แทบจะดูไม่ออกว่าทำมาหรือไม่ เท่าที่ทราบมายังไม่มีประวัติการประกวดนางงามที่ไหน ที่เมื่อตัดสินแล้วสืบทราบภายหลังว่า ไปทำศัลยกรรมมาแล้วจะทวงมุงกุฏคืน แล้วอย่างที่ทราบมาว่าโลกยุคปัจจุบันการทำศัลยกรรม ถือเป็นเรื่องธรรมดามาก เหมือนยุคหนึ่งที่ใครใส่เหล็กดัดฟัน จะไม่กล้ายิ้มเลย แต่ปัจจุบันกลายเป็นความเท่ห์อีกแบบ เด็กวัยรุ่นจะยิงฟันเหล็กแข่งขันกัน
ลาล่า: แล้วคุณหมอจะแนะนำ ให้คนทำศัลยกรรมไหมคะ
คุณหมอกุศล: ผมว่าสิ่งสำคัญคือการสร้างความมั่นใจในตัวเองให้กับคน คือเราต้องสร้างความสามารถ ความเป็นคนเก่ง คนดี ให้กับคนในสังคม ผมว่าเป็นหัวใจสำคัญเมื่อเราสร้างตรงนั้นได้แล้ว เขาอาจจะไม่จำเป็นต้องมาทำศัลยกรรม เพราะเขามีความมั่นใจในสิ่งที่เขามี เขาเป็น แต่หากเขาคิดว่าอยากจะมีมากกว่าจากที่เป็นอยู่ และเขาคิดว่าการที่เขามีหน้าตาที่ดีขึ้น จะทำให้เขามีความพอใจมั่นใจมากกว่านี้ การมาทำศัลยกรรมก็เป็นทางเลือกอีกทาง สำหรับคนที่คิดว่าความมั่นใจต้องมีเรื่องของหน้าตาเป็นองค์ประกอบด้วย
ลาล่า: คุณหมอน่าจะมีตัวอย่างของคนไข้ที่ประสบความสำเร็จมากขึ้นหลังทำศัลยกรรมแล้ว
คุณหมอกุศล: เยอะมากเลยครับ บางคนได้เป็นนักแสดงยอดนิยม บางคนเป็นนางแบบปลายแถวก็ก้าวสู่นางแบบระดับหน้า บางคนก็มีโอกาสเลือกแฟนได้มากขึ้น มีอยู่รายหนึ่งบอกว่าหลังทำจมูกแล้วได้ลูกเลย ทั้งที่รอคอยให้ลูกมาเกิดนานแล้ว รายนี้ก็แปลกดี
ลาล่า: มีคนไข้ที่ทำแล้วไม่พอใจบ้างไหมคะ
คุณหมอกุศล: มีครับในการทำงานทุกชนิดคงไม่สามารถประสบความสำเร็จร้อยเปอร์เซ็นต์ ความแตกต่างกันของโครงสร้าง ของผิวในแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน ในคนๆๆเดียวกันหน้าสองซีกยังไม่สมดุลย์กัน หรือเท่ากันเป๊ะเลย ที่ไม่พอใจก็ต้องมีบ้างแต่ถ้าทำไปแล้วมีคนพอใจมากกว่าคนไม่พอใจ หรือคนไม่พอใจไม่เกินห้าเปอร์เซ็นต์ เราก็ถือว่าเราประสบความสำเร็จแล้วครับ อีกอย่างหนึ่งความพอใจเป็นนามธรรม เราว่าสวย คนไข้ว่าไม่สวย หรือกลับกันเราว่าไม่สวยคนไข้ว่าสวย ก็ต้องคุยทำความเข้าใจกัน
ลาล่า: สรุปว่าถ้าเราคิดว่าความสวยงามเป็นองค์ประกอบหนึ่งทีสำคัญต่อความสำเร็จในหน้าที่การงานแล้ว การทำศัลยกรรมก็ไม่เสียหายอะไรใช่ไหมคะ
คุณหมอกุศล: แน่นอนครับ ความสวยงามยังเป็นความนิยม ทุกยุคทุกสมัย เพียงแต่สมัยก่อนยังเป็นเรื่องทีปิดบังกัน เดี๋ยวนี้ค่านิยมของคนที่มาทำศัลยกรรม ถูกมองเป็นว่าเป็นคนที่ดูแลตัวเอง ทันสมัยทำให้คนรุ่นใหม่กล้าเปิดเผยมากขึ้นเรียกว่าไม่ตก TREND บางคนคิดว่าเป็นการลงทุนให้ตนเอง ในประเทศเกาหลีเท่าที่ผมทราบมา พ่อแม่จะให้ของขวัญแก่ลูกหลังรับปริญญา คือการให้ไปทำศัลยกรรม
ลาล่า: โอ้!! ถ้าอย่างนั้นไว้คราวหน้ามีโอกาสจะขอสัมภาษณ์เรื่อง ศัลยกรรมเกาหลีกับไทย หวังว่าคุณหมอคงพอมีเวลาให้ความรู้นะคะ วันนี้ต้องขอขอบคุณคุณหมอมากนะคะ
คุณหมอกุศล: ยินดีครับ
       สาวๆๆ ทั้งหลายคะพอมีความหวังแล้วนะคะ เดี๋ยวนี้การทำศัลยกรรมไม่น่ากลัวอย่างที่คิด เป็นที่ยอมรับของคน ยุคดิจิตอล อย่างเราและยังเป็นโอกาสให้เราประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานอีกด้วย ปฏิบัติการไล่ล่าฝันของเราอาจต้องพึ่งมือหมอก็ได้จริงไหมคะ..   
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

Copyright © 2007 Facial Cosmetics Surgery